การใช้โทรศัพท์มือถือในอเมริกา

การซื้อโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกา มีสิ่งที่ต้องพิจารณา  2 ส่วน คือ

1. ตัวเครื่อง (Device)  มีหลากหลายประเภทให้เลือก
  •  มือถือแบบไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก ใช้เทคโนโลยี่ต่ำ
  •  มือถือแบบพอเล่นอะไรได้นิดหน่อย เช่น Nokia 5230
  • Smart Phone : iPhone, Android Phone, Black Berry
  •  อุปกรณ์กระจายสัญญาน Internet ให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น Computer, iPad ลักษณะจะมีแบบทั้งเป็น USB เล็กๆ หรือเป็นตลับแยก
2.  รูปแบบการคิดค่าบริการการใช้มือถือ (PLAN) แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
  •  แบบครอบครัว ก็คือ share ค่าใช้โทรศัพท์กันได้ระหว่างเบอร์ 2 เบอร์ขึ้นไป
  •  แบบเฉพาะของส่วนบุคคล (Individual)
  •  แบบเติมเงินเหมือนในเมืองไทย (Pre-paid) ข้อดีคือ ไม่ต้องทำสัญญา ไม่ต้องใช้เงินวางมัดจำ ไม่ต้องผูกกับบัญชีใช้เช็ค แต่ถ้าไปเรียนต่อและนำครอบครัวไปด้วย จะเสียประโยชน์ในเรื่องไม่ได้ราคาพิเศษแบบครอบครัว
  •  แบบจ่ายเป็นรายเดือน (Post-paid) การจ่ายค่าโทรศัพท์แบบ Post-paid  ผู้สนใจจะเลือกวิธีนี้ต้องมี Social Security Number(SSN) แสดงในการสมัครโปรแกรมนี้ หากไม่มี SSN ไม่สามารถสมัครได้ ค่าบริการถูก เช่น ของ AT&T กำหนดไว้ว่า ตั้งแต่ 3 ทุ่มถึง 6โมงเช้าไม่คิดค่าบริการและวันเสาร์-อาทิตย์โทรฟรี (ต้องโทรในเครือข่ายเดียวกัน)
ใน Plan เองยังจะแบ่งออกเป็น “Minute” หรือนาทีที่ใช้ได้ต่อเดือนใน Plan นั้น ๆ ถ้าเกินจำนวนที่กำหนดไว้ คิดเงินเพิ่ม  ยกตัวอย่าง
  • Talk Minute : เช่น 450, 700, 3000  ฯลฯ หรือ Unlimited กรณีถ้าโทรศัพท์ในเครือข่ายเดียวกันไม่คิดค่าบริการ (บาง Plan อาจไม่มีโปรโมชั่นนี้) บาง Plan อาจจะมี 1500 night & weekend คือถ้าโทร กลางคืน หรือกรณีโทรวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็จะมาหักจากส่วนนี้แทน Talk Minute ปกติ
  •  Text : ใช้รับ-ส่งข้อความ ส่วนใหญ่จะคิดเป็นครั้ง เช่น 25 cent ต่อครั้ง หรือ 5$ ต่อเดือน บางรัฐ ถ้าเลือกที่จะส่ง Text แบบ unlimited คิดค่าบริการ 20 $ ถ้าจำนวน 10,000 Text คิดค่าบริการประมาณ 10-15 $ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนนิยมการส่ง Text นักศึกษาโปรดระมัดระวังในการขับรถยนต์ ไม่ควรส่ง Text เพราะจะถูกตำรวจจับและปรับ  เมื่อตำรวจพบว่า ผู้ขับรถยนต์กำลังส่ง Text เนื่องจากการส่ง Text อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขับรถยนต์ได้
  • แบบเลือกวันไหนใช้ จ่าย 1-2$ unlimited วันนั้น
  • WEB (บางบริษัท เช่น AT&T หรือ Verizon เรียก Data Plan) คือเอาไว้เล่น Net มักจะคิดจากปริมาณการไหลของข้อมูล หรือคิดราคาแบบ Unlimited ไปเลย เช่น Verizon จ่าย 10$ ต่อเดือน
บริษัทที่เปิดให้บริการมือถือในสหรัฐอเมริกา เช่น
1.  บริษัท AT&T มีราคาแพงสุดและใหญ่สุด มีสัญญาผูกมัดกับแบรนด์มือถือ  iPhone    https://www.att.com/plans/unlimited-data-plans.html
2. บริษัท Verizon มีราคารองลงมามีสัญญากับ iPhone (CDMA) https://www.verizonwireless.com/plans/verizon-plan/
*** ถ้าจะซื้อ iPhone ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องมีสัญญาอย่างน้อย 2 ปี + มัดจำ 450$- 500$ (จ่ายคืนใน 1 ปี+ดอกเบี้ยนิดหน่อยที่จะได้รับคืน) และจ่ายค่าโทรศัพท์ต่อเดือนประมาณ 100$
3. บริษัท T-Mobile ถูกกว่า AT&T และ Verizon  เหมาะกับผู้ที่เดินทางเข้ามาอยู่ในสหรัฐอเมริการะยะสั้น  เช่น 1-3 เดือน หรือ ไม่ถึง 2 ปี  https://www.t-mobile.com/cell-phone-plans/individual.html
4. บริษัท อื่นๆที่ให้บริการทางโทรศัพท์ เช่น Boost, cRicket, Virgin, Cellular ฯลฯ
นักศึกษาอาจอยู่ที่อเมริกาประมาณ 1 เดือนก่อนตัดสินใจซื้อมือถือ เพราะจพได้มีเวลาศึกษาเรื่องมือถือ ค่าบริการ การเลือกบริษัทโทรศัพท์ และแบรนด์ของตัวเครื่องโทรศัพท์ บริษัทเล็กๆจะมีรายการโปรโมชั่นมาก แต่มักมีปัญหาเรื่องสัญญานโทรศัพท์
อนึ่ง ผู้เดินทางเข้าไปในสหรัฐอเมริการะยะสั้น เช่น ผู้ที่ไป Work and Travel ประมาณ 4 เดือน อาจเลือกใช้บริการประเภท Prepaid หรือ Individual No Contact ก็ได้  ส่วนการเลือกใช้ Plan ไหนดีสำหรับผู้ที่เพิ่งมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินทางเข้าไประยะสั้น หรือ ยาว ควรเรื่มต้นด้วย Prepaid ก่อน โดยอาจนำมือถือมาจากประเทศไทยแล้วซื้อ Sim (6$) ของ T-Mobile เติมเงินโดยเติม 100$จะอยู่ได้ 1 ปีเลย มือถิอจากเมืองไทยที่ใช้ Dtac, True, AIS ใช้ได้ทันที แต่ถ้าจะใช้ Net ด้วยก็ต้องเป็น Individual Plan ศึกษาเพิ่มเติมที่  https://www.t-mobile.com/cell-phone-plans/individual.html
ในปัจจุบัน บริษัท T-Mobile จะมีราคา Plan ถูกที่สุด มือถือบางรุ่นสามารถ “Share”     สัญญานได้ ก่อนซื้อจึงควรถามคนขายว่า รุ่นที่เราจะซื้อมาจะใช้ internet ได้ไหม
สำหรับผู้ต้องการระงับสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทหนึ่งบริษัทใด ( Break Contract ) จะต้องจ่ายค่าระงับสัญญาเพื่อไปทำสัญญากับบริษัทอื่น (break contract)ประมาณ 200 $ ขึ้นไป การระงับสัญญา( break contract) อาจเกิดจาการที่ผู้ใช้ต้องการใช้สัญญาณเดียวกันกับมือถือของเพื่อน เพราะหากใช้สัญญาณในเครือข่ายบริษัทเดียวกัน ค่าโทรศัพท์จะถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ระงับสัญญา เพราะค่าระงับสัญญาแพง ควรอดทนใช้ให้ครบสัญญา 2 ปีก่อน เพราะการเปลี่ยนไปใช้สัญญาณของบริษัทอื่นหลังจากครบกำหนดสัญญา ผู้ใช้โทรศัพท์จะไม่เสียค่าบริการใดๆในการเปลี่ยนสัญญาณเป็นสัญญาณของบริษัทอื่น และยังจะสามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์เดิมได้อีกด้วย
         
การนำ iPhone ที่ซื้อจากประเทศไทยไปใช้ในสหรัฐอเมริกาย่อมทำได้ โดยผู้ใช้สามารถเลือกซื้อซิมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ได้  เช่น T-Mobile, Verizon และเลือกใช้โปรแกรมชนิดบัตรเติมเงิน (Pre-paid) โดยไม่ต้องกังวลว่า จะผิดกฎหมายไหมที่เราไม่ได้ใช้สัญญาณกับ AT&T การซื้อ iPhone ในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องผูกขาดการใช้สัญญาณกับเครือข่าย AT&T หรือกับ Verizon เท่านั้น  การนำ iPhone จากเมืองไทยไปใช้คู่กับบัตรเติมเงินของบริษัทอื่นนอกเหนือจาก 2 บริษัทที่กล่าวมาไม่ผิดกฎหมาย เพราะราคาค่าโทรศัพท์ iPhone ในประเทศไทยแพงกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยไม่ได้ผูกสัญญากับ AT&T 
สรุปการคิดคำนวณราคาและทางเลือกประเภทอื่นก่อนตัดสินใจ
  • แบบรวม Talk+Text+Web ง่ายกว่าและสะดวก เหมาะกับผู้ที่เพิ่งมาใหม่ ที่ให้มี Web ด้วยเพราะจะได้ใช้ Google Map บนมือถือได้ Google Map จะช่วยบอกวิธีเดินทางโดยใช้ รถเมล์ หรือ รถไฟ หรือบริการสาธารณะอื่น ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ส่วนนักศึกษาที่ต้องการมี internet ใช้ในห้องแบบ high speed ควรใช้บริการของ  Clear4G, Comcast, Verizon, RCN  2 บริษัทหลังถูกกว่าบริษัทอื่น สัญญาที่ผูกมัดระหว่างโทรศัพท์กับเครื่องโทรศัพท์มือถือ ไม่เหมาะกับผู้ที่จะมาอยู่ระยะสั้น หากเหมาะสำหรับผู้ที่จะมาอยู่นานมากกว่า 1 ปี  ที่สหรัฐอเมริกาสัญญาส่วนใหญ่จะให้ทำนาน 1 ปี
  • ในปัจจุบันซิมของ AIS เมืิองไทย ที่ชื่อ Sim2Fly ราคา 899 บาท ที่ใช้ได้นาน 15 วัน เป็นอีกทางเลือกที่ดีที่จะซื้อติดมือไปจากไทยก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนตัดสินใจว่า จะเลือกซื้อซิมค่ายไหนของอเมริกาดี  Sim2Fly ประหยัดและสะดวก ทำให้ติดต่อกลับไปให้ทางบ้านหายเป็นห่วงได้ว่า ตอนนี้เดินทางถึงอเมริกาแล้ว ด้วยการใช้พูดโทรศัพท์ผ่าน Line application กลับประเทศไทย และยังใช้เล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อดู Google Map และอื่นๆได้ดี อย่างไรก็ดี การใช้อินเตอร์เน็ตอาจจะมีการติดขัดบ้างในบางครั้ง เมื่อเดินทางไปในที่ค่อนข้างชนบทนิดๆ แม้ Sim2fly จะยังไม่หมดอายุ แต่จับสัญญาณโทรศััพท์ในอเมริกาไม่ได้ในบางพื้นที่
  • บางรัฐอาจโฆษณาว่า Rebtel ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า  ส่วน GTalk หรือ Google Talk เหมาะสำหรับพิมพ์ Chat กับคนที่ใช้ GTalk ด้วยกัน เหมือนเช่น MSN ถ้าใช้ gmail ก็สามารถ Chat ได้ทั้ง ภาพและเสียง กับผู้ที่ใช้ gmail ด้วยกันได้เลย ส่วนโปรแกรมอื่นๆ อาทิ WhatsApp ( http://www.whatsapp.com/) หรือ โปรแกรม Chat บนมือถือที่กำลังอยู่ในความนิยมของวัยรุ่น เหมือน GTalk, MSN ที่ทำงานบนมือถิอ หรือ Line ( https://play.google.com/store/apps/details?id=jp.naver.line.android)

สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเดินทางไปถึงสหรัฐฯเป็นครั้งแรก ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะเลือกบริษัทโทรศัพท์ หรือ เลือก Plan แบบไหนดี อาจลองใช้ทางเลือกต่อไปนี้

  1. หน่วยงาน International Student Office ของมหาวิทยาลัยมักจะมีปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ เพื่ออธิบายเรื่องการใช้ชีวิตในอเมริกาก่อนเปิดเทอมไปให้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟัง
  2. นักศึกษาอาจจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของ International Student Office มหาวิทยาลัยที่ตอบรับมาก่อนเดินทาง ยกตัวอย่างเว็บไซต์ของ UCLA: http://www.internationalcenter.ucla.edu/home/handbook/181/188/cell
  3. นัดพบเจ้าหน้าที่ International Student Office เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
  4. คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนหรือเพื่อนที่ไปเรียนอยู่ก่อน
หมายเหตุ ขอขอบคุณน้องตั้ง ปิยะ และน้องอั้ม นริน ที่อนุเคราะห์ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ
Copyright © 2010-2011 GoVisaEdu  All rights reserved.

4 thoughts on “การใช้โทรศัพท์มือถือในอเมริกา”

  1. การมีโทรศัพท์ที่ อเมกา นั้นจำเป็นมากๆ
    คุณ Govisa ครับ ขอแก้ไขข้อมูลนิดหน่อยครับ
    ส่วนใหญ่การโทรของระบบ Post Paid (แบบรายเดือน) ในเครือข่ายเดียวกันฟรีตลอด ทั้งวันทั้งคืน
    การโทรฟรีระหว่าง 9 pm. – 6 pm. ก็ฟรีทุกเครืองข่ายเช่นกัน
    การโทรฟรีของ Sat -Sun ก็ฟรีทุกเครืองข่ายเช่นกัน
    จำไว้นะครับทั้งรับทั้งโทรระหว่างเรืองข่ายเค้าตัด Mintue หมด

    ขับรถไป Text ไปก็ดูข้างหลังดีๆ บางทีจะมีรถขาวๆดำๆเปิดไฟ แดง เหลือง น้ำเงิน ตามมา ก็เตรียมเงินไว้ $2xx++ สำหรับค่าปรับนะ

    1. พี่ขอบคุณน้อง AUM มากๆนะคะที่ช่วยแก้ไขข้อมูลให้พี่ค่ะ

    2. เปรียว

      อยากทราบว่าถ้าไปอยู่ 1ปี ซื้อโทรศัพท์ที่นู้นเลยได้มั๊ยคะ อยากได้ ไอโฟน5 จำเป็นต้องแชท line what apps เพื่อส่งข้อมูลตลอด มีคำแนะนำบ้างมั๊ยคะ

      1. น้องเปรียวคะ โทรศัพท์ iPhone ที่อเมริกาเมื่อซื้อเครื่องใหม่จะผูกติดกับ package ค่าบริการการโทรของบริษัทชื่อเหล่านี้คือ AT&T, Sprint, Verizon ราคา package ราคาค่าโทรแต่ละบริษัทไม่เท่ากันค่ะ สัญญาโดยทั่วไปจะประมาณ 2ปี ลองดูเว็บไซต์อ้างอิงอื่นๆนะคะ http://ipod.about.com/od/beforeyoubuy/a/Verizon-Iphone-Versus-Atandt-Iphone.htm หรือจะดูราคาเปรียบเทียบและประสิทธิภาพการใช้งานได้ที่ http://reviews.cnet.com/8301-19512_7-20030274-233.html คำตอบคือ ถ้าน้องอยู่ในอเมริกา น้องต้องคำนวณดูว่าจะคุ้มไหมกับค่าทำสัญญาผูกพัน เพราะอยู่แค่ 1 ปี หรือในกรณีตัดสินใจทำสัญญาดังกล่าว เมื่อเดินทางกลับมาถึงไทยก็ต้องตรวจสอบดูด้วยว่า จะสามารถปลดล็อกเพื่อใช้ค่ายมือถือของไทยที่มีได้ไหมค่ะ หรือน้องจะบินไปซื้อที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ลองอ่านเว็บนี้ดูนะคะ http://www.techmoblog.com/iphone-5-price/ และค่อยไปซื้อ sim และ package โทรแยกต่างหากที่อเมริกาเองค่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *