Update ข่าว OPT และวีซ่า H-1B ของนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐอเมริกา

เล่าข่าวเกี่ยวกับ OPT จาก The Pie News เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 นักเรียนต่างชาติจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการพิจารณา OPT Work Permit ทำให้ไม่สามารถเริ่มเข้าทำงานได้ทันช่วงฤดูร้อนปี 2562 หรือปี 2019 โดยปกติระยะเวลานานของอายุวีซ่าทำงานประเภท H-1B ที่ให้นักศึกษาต่างชาติหลังจากเรียนจบปริญญามาไม่ว่าจะเป็น Associate Degree, ปริญญาตรี, ปริญญาโท หรือปริญญาเอกคือ 12 เดือน หรือ 1 ปี แต่ถ้านักศึกษาต่างชาติคนนั้นเรียนจบสาย STEM คือ สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์มา จะได้เพิ่มเวลาอีก 24 เดือนหรือ 2 ปี รวมทั้งหมดเป็น 3 ปี ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการขอวีซ่า H-1B คือ 90 วัน หรือประมาณ 3 เดือน แต่ในปีที่ผ่านมาคือ นักศึกษาต่างชาติต้องรอนานถึง 5 เดือนกว่าจะได้วีซ่า H-1B ดังนั้น ถ้านักศึกษายื่นสมัคร OPT ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็จะไม่ได้รับอนุมัติทันเข้าทำงานช่วงมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้นักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ Top ranked ยื่นจดหมายแสดงความไม่พอใจไปยังประธานและกรรมการของมหาวิทยาลัย และนักศึกษาบางคนต้องเดินทางกลับประเทศของตนเองในช่วงฤดูร้อน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากผลกระทบที่ประธานาธิบดี Trump ต้องการปราบปรามนักเรียนที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า ประธานาธิบดี Trump ต้องการให้มรการปฎิรูปโครงการ OPT ใหม่

ก่อนหน้านี้นักศึกษาชาวจีนได้รับคำเตือนเกี่ยวกับข้อจำกัดวีซ่า และความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาวางแผนที่จะเข้าไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาแล้ว นักศึกษาบางคนพยายามที่จะขอใช้ Emergency CPT เพื่อตนจะได้มีมีส่วนร่วมในการฝึกงานตามที่วางแผนไว้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะ USCIS ได้กำหนดนิยามการฝึกงานแบบ CPT ไว้แล้วว่า CPT หรือ Curriuculum Practical Training ใช้เป็นส่วนหนึ่งของบางหลักสูตรที่เปิดสอนในสถาบันของนักศึกษา เช่น หลักสูตรการโรงแรม และอื่นๆที่ต้องมีการฝึกงานระหว่างศึกษาอยู่

ข่าวเกี่ยวกับความล่าช้าในการอนุมัติ OPT ดังไปทั่วบริเวณ Bay Area ย่านอุตสาหรรม High Technology หรือเป็นที่รู้จักกันว่า Silicon Valley นักศึกษาต่างชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด น่าจะเป็นนักศึกษาจากประเทศอินเดีย เพราะเป้นชาติที่ได้รับวีซ่า H-1B มากสุดก็ว่าได้ เมื่อปี 2018 มีนักศึกษาอินเดียได้วีซ่า H-1B ถึง 84,630 คน นักศึกษาอินเดียมีความสามารถเป็นเลิศด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี่ อีกทั้งยังใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก https://economictimes.indiatimes.com/nri/visa-and-immigration/total-number-of-indian-students-in-the-us-up-3-to-202014-according-to-2019-open-doors-report/articleshow/72107549.cms

เว็บไซต์ที่อธิบายเกี่ยวกับสถานะของวีซ่า H-1B ในปี 2019 ได้อย่างทันสถานะการณ์ https://www.youtube.com/watch?time_continue=6&v=vLocVQ9lShI&feature=emb_logo

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2019 วุฒิสมาชิกจากรัฐ Arizona ฝ่าย Republican ท่านหนึ่งชื่อ Paul Gosar ได้ประกาศว่า เขาอยากจะเสนอกฎหมายใหม่ให้ยุติโครงการ OPT เสีย

อย่างไรก็ตามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ( Stakeholders) ในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนโครงการ OPT เพราะยังได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวาง ในการมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียน และทำงานในสหรัฐอเมริกา นักศึกษาต่างชาติในโครงการ OPT ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น และเกิดรายรับเฉลี่ยที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ เห็นได้ชัดเจนคือ รายรับที่เกิดจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ เช่น ในปี 2018 ที่ผ่านมา จากรายงานของสถาบันการศึกษานานาชาติในหนังสือ Open Doors 2019 สหรัฐอเมริกามีรายรับที่เกิดจากการมีนักศึกษาต่างชาติเข้าไปศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนเงินถึง 44.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ https://www.iie.org/Why-IIE/Announcements/2019/11/Number-of-International-Students-in-the-United-States-Hits-All-Time-High

ยอดตัวเลข OPT ของปี 2018 จากเว็บไซต์ IIE https://www.iie.org/en/Why-IIE/Announcements/2019/11/Number-of-International-Students-in-the-United-States-Hits-All-Time-High และจาก The Pie News ฉบับวันที่ 18 พฤศิจกายน 2019 https://thepienews.com/news/intl-student-numbers-at-all-time-high-decline-in-new-starts-stabilising-iie-open-doors/ ก็สนับสนุนเหตุผลที่ว่า นโยบายที่ให้นักศึกษาสาย STEM มีโอกาสฝึกงานในสหรัฐอเมริกาได้นาน 3 ปี นั้นเป็นแรงจูงใจให้จำนวนนักศึกษาสาย STEM ในปี 2018 เพิ่มขึ้นเป็น 51.6% โดยเป็นสายวิศวกรรมศาสตร์ 21.1%, สายคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์มี 9.4% มากกว่าสายบริหารธุรกิจ จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ OPT เพิ่มขึ้น 9.6% เป็น 223.085 คน

อนึ่ง นักศึกษาต่างชาติที่มีความสามารถเป็นเลิศยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกา ดังที่ The Pie New ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2019 กล่าวไว้ว่า นายจ้างในสหรัฐอเมริกาก็มีความต้องแรงงานจากนักศึกษาที่มีสมองเป็นเลิศ เพราะคนที่จะมาทำงานด้านเทคโนโลยี่ที่เป็นอเมริกันก็หายาก https://thepienews.com/news/no-evidence-intl-students-on-opt-take-jobs-from-us-workers-study/

คู่แข่งที่สำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกาในตลาดการศึกษา คือ สหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักรประกาศใช้ กฎหมายใหม่ในปีการศึกษา 2020 กล่าวคือ สหราชอาณาจักรจะอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติ ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ทำงานในสหราชอาณาจักรได้นาน 2 ปี https://www.gov.uk/government/news/uk-announces-2-year-post-study-work-visa-for-international-students

ดังนั้นโครงการ OPT ในสหรัฐอเมริกาไม่น่าจะถูกยกเลิกไปได้ง่ายๆ แต่คงจะต้องมีการปรับปรุงการคัดเลือกนักศึกษาที่หัวกะทิและมีความสามารถเป็นเลิศจริงๆ และเพื่อให้ได้ วีซ่า H-1B นักศึกษาจะต้องได้รับการว่าจ้างให้ทำงานจากนายจ้างในสหรัฐอเมริกา โดยมีฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 60K หรือ 60,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ดังนั้นนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หรือกำลังศึกษาอยู่ในสาย STEM ควรหาเวลาศึกษาเรื่องการขอ OPT ก่อนศึกษาจบอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงเวลาของตนเอง ยกตัวอย่างจากเว็บไซต์ของ University of California, Berkeley : https://internationaloffice.berkeley.edu/students/employment/opt


Copyright © 2010-2019 GoVisaEdu All rights reserved.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *