การเลือกดอกไม้ประจำรัฐต่างๆในสหรัฐอเมริกา

วันนี้เรามาทำความรู้จักดอกไม้ประจำรัฐต่างๆในสหรัฐอเมริกากัน ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ทุกรัฐต้องใช้วิธีการเดียวกัน แต่จากข้อมูลหลายเว็บไซต์ ได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกับเว็บไซต์ proflowers (https://www.proflowers.com/blog/50-state-flowers ) สรุปไว้ คือ

  1. เลือกจากดอกไม้ที่เป็นดอกไม้ท้องถิ่นของรัฐนั้น คือพบเห็นได้ง่ายทั่วทั้งรัฐ
  2. มีประโยชน์ในการทำเป็นยารักษาโรคได้
  3. ให้เด็กๆชั้นประถมในรัฐนั้นๆเป็นผู้เลือกดอกไม้ประจำรัฐ
  4. เป็นดอกไม้ที่มีความสวยงามมาก และไม่เหมือนดอกไม้ในรัฐอื่นๆ บางชนิดถึงขั้นเป็นดอกไม้ที่ใกล้จะสูญพันธุ์

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ดอกไม้ประจำรัฐที่เหมือนๆกัน ดังนี้

  • มี 2 รัฐที่ใช้ดอก Apple Blossom เหมือนกันคือ Arkansas, Michigan
  • มี 2 รัฐที่ใช้ดอก Dogwood เหมือนกันคือ รัฐ North Carolina, Virginia
  • มี 3 รัฐที่เคยใช้แต่ปัจจุบันไมได้ใช้ และรัฐที่ใช้ดอก Goldenrod เหมือนกัน คือ Alabama, Kentucky, Nebraska, South Carolina ( ปัจจุบัน Alabama ไม่ได้ใช้ Goldenrod แล้ว
  • มี 2 รัฐที่ใช้ดอก Mountain Laurel เหมือนกันคือ Connecticut, Pennsylvania
  • มี 6 รัฐที่ใช้ดอกกุหลาบ (Rose) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ แต่อาจจะใช้ดอกกุหลาบต่างสายพันธุ์กัน คือ District of Columbia ( American Beauty Rose), Georgia (Cherokee Rose), Iowa (Wild Prairie Rose), New York (Rose), North Dakota (Wild Prairie Rose), Oklahoma (Oklahoma Rose)
  • มี รัฐที่ใช้ดอก Tickseed ( Coreopsis L.)เป็นดอกไม้ป่าประจำรัฐ ( State Wild Flower ) คือ Florida, Mississippi
  • มี 2 รัฐที่ใช้ดอก Wild Prairie Rose เหมือนกันคือ Iowa, North Dakota
  • มี 4 รัฐที่ใช้ดอก Violet เหมือนกัน คือ Illinois, New Jersey, Rhode Island, Wisconsin
  • มี 13 รัฐที่มีดอกไม้ป่าประจำรัฐ State Wild Flower คือ Alabama, Connecticut, Florida, Georgia, Illinois, Louisiana, Michigan, Mississippi, North Carolina, Ohio, Oklahoma, South Carolina, Tennessee ในขณะที่รัฐอื่นไม่มีชื่อดอกไม้ป่าประจำรัฐ ( State Wild flower )

รายชื่อดอกไม้ประจำรัฐต่างๆ มีดังนี้ คือ

  • รัฐ Alabama ใช้ดอก Camellia สายพันธุ์ Camellia japonica เป็นดอกไม้ประจำรัฐในปี 1959 แทนดอก Goldenrod ที่ใช้กันตั้งแต่ปี 1927 เหตุผลเพราะบรรดาสาวๆใน Butler County ลงความเห็นว่าไม่ชอบดอก Goldenrod ที่อาจจะดูธรรมดาไป https://www.netstate.com/states/symb/flowers/al_camellia.htm

และใช้ดอก Oak-Leaved Hydrangea (Hydrangea quercifolia) เป็นดอกไม้ป่าประจำรัฐ Alabama (State Wild Flower) ตั้งแต่ปี 1999 ต้น Oak-Leaved Hydrangea พบได้ในทุกพิ้นที่ของรัฐ Alabama ต้น Oak-Leaved Hydrangea เป็นไม้พุ่มผลัดใบ ในฤดูใบไม้ผลิดอกที่ออกมาจะเป็นช่อดอกมีสีขาว ช่อดอกอยู่เหนือใบไม้สีเขียว ดอก Oak-Leaved Hydrangea จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนถึงชมพูเข้มในช่วงฤดูร้อน และใบ Oak-Leaved Hydrangea จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มไล่ไปจนถึงสีแดง Burgandy ในฤดูใบไม้ร่วง

  • รัฐ Alaska ใช้ดอก Alpine Forget-me-not ( Myosotis alpestris) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ Alaska ตั้งแต่ปี 1917 สามารถพบเห็นดอก Forget-me-not ได้ทั่วไปในรัฐ Alaska และบริเวณพื้นที่สูงๆแถบเทือกเขาร็อคกี้ ชาว Alaska เชื่อว่า ดอก Forget-me-not เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณของคนที่เข้ามาอยู่ในAlaska รุ่นแรกๆ และดอก Forget-me-not ยังเป็นเหมือนตัวแทนบ้านใหม่ของชาว Alaska สถานที่ชมดอก Forget-me-not ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและมีความงดงามที่สุดในรัฐ Alaska คือ Chugach National Forest : https://www.akhomeshow.com/blog/alaskas-state-flower-forget-me-not.html
  • รัฐ Arizona ใช้ดอก Saguaro cactus blossom เป็นดอกไม้ประจำรัฐ กระบองเพชรพันธุ์ Saguaro ( Carnegia gigantea ) จะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ดอกจะบานในเวลากลางคืนตอนที่อากาศในทะเลทรายเย็นลงแล้ว และดอกจะหุบตอนกลางวันในวันรุ่งขึ้น เวลาดอกบานจะส่งกลิ่นหอมดึงดูดผึ้งและแมลงโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ดอก Saguaro บานจำนวนมาก ข้อสังเกตกระบองเพชรพันธุ์ Saguaro จะมีเกสรตัวผู้มากกว่ากระบองเพชรพันธุ์อื่นๆ ในเดือนกรกฏาคม ดอก Saguaro จะเปลี่ยนเป็นผลสีแดง และกลาบเป็นอาหารนกพิราบที่บินมาจากประเทศเม็กซิโก กระบองเพชร Saguaro มีขึ้นมากที่ทะเลทราย Sonoran จนกลายเป็นสัญญลักษณ์ของ Sonoran Desert ด้วย ในรัฐ Arizona คนที่ทำลายหรือทำร้ายต้นกระบองเพชร Saguaro ถือว่า ได้ทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย
  • รัฐ Arkansas ใช้ดอก Apple blossom ตั้งแต่ปี 1901 รัฐ Arkansas เป็นอีกรัฐหนึ่งที่เป็นแหล่งปลูก Apple (Malus) จำนวนมาก จนกระทั่งสามารถจัดงาน Apple Festival เป็นประจำทุกปีที่เมือง Lincoln ใน Washington County รัฐ Arkansas: https://www.arapplefestival.org/ , http://www.lincolnarkansas.com/?p=708 Apple ทีปลูกในรัฐ Arkansas มีลักษณะพิเศษคือ มีสีแดงคล้ำ เวลาสุกสีแดงจะยิ่งคล้ำมากขึ้น คล้ายสี Burgundy Apple ที่ Arkansas จึงเป็นหนึ่งในแอปเปิ้ลที่มีสีแดงคล้ำมากที่สุดจนมีชื่อเรียกว่า Black apple เนิ้อแอปเปิ้ลจะค่อนข้างแข็งและกรอบ
  • รัฐ California ใช้ดอก California Poppy (Eschscholzia Californica) หรือ golden poppy, California sunlight, cup of gold ชาวอินเดียนอดงในรัฐ California ถือว่า ดอก Poppy เป็นแหล่งอาหารและน้ำมันที่สกัดจากพืช นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันที่เดินทางมาถึงซานฟรานซิสโกในปี 1816 เห็นดอก Poppy บานเป็นสีทองเต็มไปหมดทั่ว Bay area จึงตั้งชื่อดอกไม้นี้ในทางพฤกษศาสตร์ว่า Eschscholzia Californica เมื่อปี 1996 ผู้ว่าการรัฐ California ชื่อ Wilson ประกาศให้วันที่ 13-18 พฤษภาคม 1996 เป็นสัปดาห์ดอก Poppy และในปี 2010 ได้มีประกาศเพิ่มเติมเป็นกฏหมายว่า ให้ทุกวันที่ 6 เมษายนเป็นวัน California Poppy Day
  • รัฐ Colorado ใช้ดอก Rocky Mountain Columbine (Aquilegia coerulea) หรือ White and Lavender Columbine เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ 4 เมษายน 1899 ดอก Mountain Columbine จะส่งกลิ่นหอมแรงดึงดูดผึ้งและนกฮัมมิ่งเบิร์ดให้มาเก็บน้ำหวาน นอกจากนี้ชื่อในภาษาละตินที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า Aquilegia หรือ Aquila แปลว่า Eagle หมายถึงเดือยคล้ายกับเล็บที่ฐานของดอกไม้ ดอก Columbine จะมีสีฟ้าพาสเทล ม่วง เหลือง และขาว สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้า สีขาวหมายถึงหิมะ และสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์การขุดทองของโคโลราโด https://statesymbolsusa.org/symbol/colorado/state-flower/rocky-mountain-columbine ดอก Rocky Mountain Columbine เป็นที่ต้องการของนักจัดสวนหิน จึงได้มีการออกกฎหมายในปี 1925 เพื่อปกป้องดอกไม้ที่หายากและละเอียดอ่อนนี้โดยสมัชชาใหญ่แห่งรัฐโคโลราโด ระบุว่า การถอนดอกไม้ Rocky Mountain Columbine ในที่สาธารณะเป็นการผิดกฎหมาย และการเก็บดอกไม้ชนิดนี้ทั้งดอกบานดอกตูมและลำต้นจำกัดไว้ไม่เกิน 25 ชิ้นต่อวัน รวมทั้งไม่สามารถเก็บดอกไม้นี้ได้ในที่ดินส่วนตัวถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน
  • รัฐ Connecticut ใช้ดอก Mountain Laurel ( Kalmia latifolia )เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1907 Mountain Laurel ยังมีอีกหลายชื่อเรียก ได้แก่ Ivybush, Calico Bush, Sheep Laurel, Lambkill, Clamoun, และ Spoonwood ลักษณะดอก Mountain Laurel เป็นดอกไม้รูปดาวมีสีขาวและสีชมพู มีกลิ่นหอม ดอก Mountain Laurel ได้รับการบันทึกตั้งแต่ช่วงยุคอาณานิคมในปี 1624 ว่า เป็นดอกไม้ที่สวยและส่งกลิ่นหอม อย่างไรก็ตาม ใบของดอก Mountain Laurel มีสารพิษชื่อ andromedrotoxin มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ด้วยเหตุนี้ ดอกไม้นี้จึงมีอีกชื่อเรียกว่า Lambkill

ส่วนดอก Michaela Petit’s Four O’clock (Mirabilis Jalapa) ถือว่าเป็น Children State’s Flower ตั้งแต่ปี 2015 ชาวแอสเท็ก (Aztecs) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ปลูกดอก Mirabilis jalapa หรือ Michaela Petit’s Four O’clock เพื่อใช้ในการรักษาโรคและเป็นพืชตกแต่ง เหตุที่มีชื่อเรียกลงท้ายว่า Four O’clock เพราะโดยธรรมชาติของดอกไม้ชนิดนี้คือ จะบานตอนสี่โมงเย็นและส่งกลิ่นหอมไกล พอเช้าดอกจะหุบ

  • รัฐ Delaware ใช้ดอก Peach (Prunus persica ) Blossom เป็นดอกไม้ประจำรัฐ รัฐ Delaware มีชื่อเสียงว่ามีการปลูกพีชจำนวนมากที่สุด มากกว่า 800,000 ต้น ดอกพีชจะมีสีชมพู และรัฐ Delaware ยังใช้ Peach Pie เป็นขนมประจำรัฐอีกด้วย
  • รัฐ District of Columbia ใช้ดอก American Beauty Rose เป็นดอกไม้ประจำรัฐ American Beauty Henri Lédéchaux ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เพาะกุหลาบลูกผสมพันธฺุนี้ในปี 1875 เป็นกุหลาบสีชมพูเข้ม ส่งกลิ่นหอมแรง ดอกใหญ่บานเต็มที่มีประมาณ 26-40 กลีบ รูปทรงดอกกลมคล้ายรูปถ้วย ดอก กุหลาบ American Beauty มีอีกชื่อเรียกคือ Madame Ferdinand Jamin
  • รัฐ Florida ใช้ดอกส้มหรือ Orange ( Citrus sinensis ) Blossom ตั้งแต่ปี 1909 Florida เป็นรัฐที่ปลูกผลไม้รสเปรี้ยวจำนวนมากถึง 67% สถิติในปี 2006 โดยแบ่งออกเป็นส้ม Orange 74%, ส้ม Tangerine 58% และ ส้ม Grapefruit 54% 95% ของส้มที่ผลิตเพื่อจำหน่ายถูกนำไปใช้ผลิตน้ำส้ม ดังนั้นส้มจึงกลายเป็นผลไม้ประจำรัฐ Florida และน้ำส้มเป็นเครื่องดื่มประจำรัฐ

ส่วน Tickseed ( Coreopsis auriculata L. ) เป็น State Wild Flower ของรัฐ Floida ในปี 1991 Coreopsis อยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทานตะวัน มีจำนวนทั้งหมด 35 ชนิดมีตั้งแต่สีเหลืองทองไปจนถึงสีชมพู 28 ชนิดของ Coreopsis เป็นพืชท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนอีก 7 ชนิดจะพบเห็นได้ในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ Coreopsis เป็นดอกไม้ที่ขึ้นประดับอยู่ตาม Highway และที่ Myakka River State Park ในรัฐ Florida Coreopsis ใน Myakka River State Park มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ Coreopsis leavenworthii บานกลางเดือนพฤษภาคม ดอกจะใหญ่กว่าพันธุ์ Coreopsis Floidana และ พันธุ์ Coreopsis floridana บานปลายฤดูใบไม้ผลิ ดอกจะบานอยู่นานประมาณ 2-3 สัปดาห์ และเมล็ดจะปลิวไปตกตามพื้นดิน เพื่อรอวันเวลาที่เหมาะกับการเจริญเติบโตขึ้นเป็นต้นและออกดอกอีกครั้งหนึ่ง ดอก Coreopsis มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น Calliopsis, Lobed Tickseed และ Mouse-Ear Tickseed

  • รัฐ Georgia ใช้ดอก Cherokee Rose ( Rosa laevigata ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐในปี 1916 ดอกกุหลาบพันธุ์ Cherokee เป็นดอกไม้พิ้นเมืองของจีน และถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกาประมาณปี 1780 โดยชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเผ่า Cherokee ซึ่งเป็นชนเผ่าที่กระจายการปลูกกุหลาบชนิดนี้ไปทั่วภาคเหนือของ Georgia ดอกไม้ประจำรัฐ Georgia มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกุหลาบพันธุ์นี้ผูกพันกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาว่า ราวๆครึ่งปีหลังของปี 1838 ชนเผ่า Cherokee ถูกบังคับให้ออกไปจาก Georgia และทางภาคตะวันออกของแม่น้ำ Mississippi โดยให้เดินทางไปทางทิศตะวันตก เส้นทางที่ชนเผ่า Cherokee เดินทางอพยพไปเต็มไปด้วยอันตราย และชนพื้นเมือง Cherokee ล้มตายเป็นจำนวนมาก เส้นทางดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า Trail of Tears ( https://www.proflowers.com/blog/georgia-state-flower-the-cherokee-rose ) อันเกิดจากน้ำตาของบรรดาผู้หญิงชนเผ่า Cherokee หัวหน้าเผ่า Cherokee สวดอ้อนวอนขอสัญญาณให้ผู้หญิงของชนเผ่า Cherokee มีความหวังและมีพลังในการดูแลลูก ๆ ของพวกเขา ว่ากันว่าที่ใดก็ตามที่มีน้ำตาหล่น ดอก Cherokee Rose ก็จะผลิบาน “To let you know how much I care, I will give you a sign. In the morning, tell the women to look back along the trail. Where their tears have fallen, I will cause to grow a plant that will have seven leaves for the seven clans of the Cherokee. Amidst the plant will be a delicate white rose with five petals. In the center of the blossom will be a pile of gold to remind the Cherokee of the white man’s greed for the gold found on the Cherokee homeland. This plant will be sturdy and strong with stickers on all the stems.It will defy anything which tries to destroy it.” ( http://www.northerncherokeenation.com/the-legend-of-the-cherokee-rose.html) และดอกกุหลาบ Cherokee Rose ก็ยังคงผลิบานตลอดเส้นทางจนทุกวันนี้ Cherokee Rose เป็นกุหลาบเลื้อย ประกอบด้วย 5 กลีบใหญ่ เกสรตรงกลางมีสีเหลือทอง และมีกลิ่นหอมแรง

ส่วนดอก Azalea ( Rhododendron) รัฐ Georgia ใช้เป็นสัญญลักษณ์ของ State Wild flower ตั้งแต่ปี 1979 ดอก Azalea จะเริ่มออกดอกประมาณมีนาคมถึงสิงหาคม แต่จะบานมากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และจะอยู่ได้นานหลายสัปดาห์กว่าจะโรย ไม่ได้มีการเลือก Rhododendron พันธุ์ไหนเป็นพิเศษว่าเป็นสัญญลักษณ์ของ State Wildflower ของรัฐ Georgia เพียงแต่มีการกล่าวถึง Rhododendron หลายสายพันธุ์ อาทิ เช่น Rhododendron austrinum หรือ Florida azalea หรือ Orange azalea ดอกบานช่วงเมษายน เป็นที่ชื่นชอบของนกฮัมมิ่งเบิร์ดและผีเสื้อ; Rhododendron prunifolium หรือ Plumleaf azalea ดอกสีส้มไปจนถึงสีแดง บานช่วงฤดูร้อน เป็นตัวล่อนกฮัมมิ่งเบิร์ดและผีเสื้อ; Rhododendron canescens หรือ Mountain azalea จะมีดอกสีชมพูอมขาว บานช่วงเมษายน นกฮัมมิ่งเบิร์ดและผีเสื้อชอบมาตอม; Rhododendron alabamense หรือ Alabama azalea ดอกสีขาวอมเหลืองมะนาว บานช่วงเมษายน ศัตรูของดอก azalea พันธุ์นี้คือ กวาง เพลี้ยแป้ง ไร เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ แมงหวี่ขาว หนอนไส้เดือนฝอย ตัวเล็น แมงที่ชอบเจาะกินผักผลไม้ ; Rhododendron calendulaceum หรือ Flame azalea ดอกจะมีสีเหลือง, สีส้ม และสีแดง บานช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน ดอกจะล่อให้ผีเสื้อมาตอม และศัตรูของ Flame azalea คือ กระต่าย; Rhodendron speciosum หรือเรียกว่า Rhododendron flammeum หรือ Piedmont azalea หรือ Oconee azalea ดอกสีส้มเหลือง หรือส้มแดง บานช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม azalea พันธุ์นี้ล่อผีเสื้อ แต่มีศัตรูคือกระต่าย; Rhododendron arborescens หรือ Sweet azalea ดอกสีขาว บานพฤษภาคมถึงกรกฏาคม ผัเสื้อชอบดอก azalea พันธุ์นี้ และศัตรูทั่สำคัญคือกระต่าย ; Rhododendron serrulatum หรือ Hammocksweet azala ดอกสีขาวบานช่วงกันยายน

  • รัฐ Hawaii ใช้ดอกชบาสีเหลือง Hawaiian Hibiscus (Hibiscus brackenridgei ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ตั้งแต่ปี 1988 ชบาพันธุ์นี้ยังมีอีกหลายชื่อเรียก เช่น maʻo hau hele หรือ pua aloalo เป็นต้นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์และมีเฉพาะที่เกาะ Hawaii หลักๆเกือบทุกเกาะ ยกเว้นที่เกาะ Ni’ihau และเกาะ Kaho’olawe ดอกชบาสีเหลืองพันธุ์นี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-6 นิ้ว มีสีแดง (maroon) อยู่ตรงกลาง ดอกจะบานมากช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงต้นๆฤดูร้อน
  • รัฐ Idaho ใช้ดอก Syringa ( Philadelphus lewisii ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1931 ดอก Syringa มีอีกหลายชื่อเรียก เช่น Lewis’ Mock-Orange , Gordon’s Mockorange, Indian Arrowwood, Wild Mockorange บานช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เปลือกไม้และใบของต้น Syringa ใช้ทำสบู่ ส่วนไม้ใช้ทำ ฉมวก เพลา ท่อ ธนู ลูกศร และรองเท้าย่ำหิมะ
  • รัฐ Illinois ในปี 1907 ได้มีการลงคะแนนเสียงเลือกดอกไม้ 3 ชนิดเป็นดอกไม้ประจำรัฐ ผลคะแนนที่ออกมาคือ ดอก Violet ( Viola) ได้รับคะแนนสูงสุด ดอกไม้ที่ได้รับคะแนนเป็นลำดับที่สองคือ Wild Rose และ Goldenrod เป็นลำดับสุดท้าย ส่วนแรงบันดาลใจที่เลือก Violet เกิดขึ้นหลังจากการจัดงาน World’s Fair หรือ The World’s Columbian Exposition ที่เมือง Chicago เมื่อปี 1893 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 400 ปีที่ Christopher Columbus ค้นพบโลกใหม่อเมริกาเมื่อปี 1492 รัฐ Illinois เป็น 1 ใน 4 รัฐที่ใช้ดอก Violet เป็นดอกไม้ประจำรัฐ

และ Illinois ยังเลือกใช้ดอก Milkweed (Asclepias) เป็น State Wild flower ใน ปี 2017 ใบของต้น Milkweed เป็นอาหารของผีเสื้อพันธุ์ Monarch

  • รัฐ Indiana เคยใช้ดอก Zinnia เป็นดอกไม้ประจำรัฐระหว่างปี 1931-1957 ตั้งแต่ปี 1957 เปลี่ยนมาใช้ดอก Peony ( Paeonia ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐแทน ดอก Peony มีหลายสี ได้แก่ สีแดง สีชมพู สีเหลือง และสีขาว ดอก peony จะบานมากระหว่างปลายฤดูใบไม้ผลิต่อต้นฤดูร้อน
  • รัฐ Iowa ใช้ดอก Wild Prairie Rose ( Rosa Pratincola ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1897 ดอกกุหลาบพันธุ์นี้จะงอกงามตามแนวเทือกเขา Appalachian และ Rocky ตั้งแต่รัฐ Alberta , รัฐ Manitoba, รัฐ Saskatchewan ในประเทศ Canada ลงใต้มาจนถึง New Mexico, Texas และ Indiana กุหลาบ Wild Prairie Rose มี 2 ชนิดคือ Rosa arkansana var. arkansana ชื่อดอกกุลาบพันธุ์นี้มาจากชื่อแม่น้ำ Arkansas River ในรัฐ Colorado และ Rosa arkansana var. suffulta (Greene) Cockerell Wild Prairie Rose จะมีดอกบานจำนวนมากในช่วงฤดูร้อน ผลกุหลาบจะเป็นอาหารของนกป่าและสัตว์อื่นๆในช่วงฤดูหนาว
  • รัฐ Kansas ใช้ดอก Sunflower ( Helianthus annuus ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1903 ชื่อเล่นของรัฐ Kansas คือ The Sunflower State ก็ยังเกี่ยวข้องกับดอกทานตะวัน
  • รัฐ Kentucky ใช้ดอก Goldenrod ( Solidago gigantea ) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ตั้งแต่ปี 1926 ดอก Goldenrod บางครั้งก็เรียกกันว่า Tall goldenrod หรือ Giant goldenrod เป็นเวลาหลายปีที่ Goldenrod ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนก่อความเดือดร้อนให้กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ผู้ร้ายที่แท้จริงคือ ดอกไม้สีเหลืองรูปร่างคล้ายๆกับ Goldenrd แต่มีชื่อว่า Ragweed ( Ambrosia sp. ) ซึ่งบานในช่วงเวลาเดียวกับ Goldenrod Ragweed -จะผลิตละอองเรณูในอากาศจำนวนมากปลิวไปกับลม ในขณะที่ Goldenrod มีละอองเรณูเหนียว ๆ ที่ต้องอาศัยแมลงผสมเกสรไม่ใช่ลมเพื่อผสมเกสร ( https://fmr.org/news/2018/08/18/goldenrod-vs-ragweed-which-causes-allergies-and-which-benefits-pollinators )
  • รัฐ Louisiana ใช้ดอก Magnolia (Magnolia grandiflora) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1900 ดอก Magnolia บางครั้งก็มีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น Evergreen Magnolia, Bull-Bay, Big-Laurel, Little Gem หรือ Large-Flower Magnolia ใบจะมีสีเขียวและดอกบานเต็มที่จะมีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดจะถูกกินโดยกระรอก ตัว opossums คล้ายหนูตัวใหญ่ นกกระทาและไก่งวง สารสกัดจากใบ ผล และเปลือกไม้มีประโยชน์ทางเภสัชกรรม ไม้นำไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ พาเลทหรือเสื่อ และแผ่นไม้อัด

และใช้ดอก Louisiana Iris เป็น State Wild flower ดอก Iris จะบานมากช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน กลิ่นดอก Iris จะคล้ายกลิ่นกวาง Musk ซึ่งมักจะใช้เป็นกลิ่นพิ้นฐานของน้ำหอม ส่วนดอก Louisiana Iris จะมีหลากหลายสีในเชดสีน้ำเงินทั้งหลาย ได้แก่ สี pale blue, สี lavender blue, สี bright blue, สี dark blue, สี violet blue นานๆครั้งจะมีโอกาสได้เห็นสีขาว, สี yellowish white บางครั้งจะเรียกดอก Iris ชนิดนี้ว่า Giant Blue Iris บ้าง Giant Blue flag บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว Giant Blue Flag มักจะหมายถึง Iris Virginica

  • รัฐ Maine คนที่อยู่ในรัฐเมนต้องลงคะแนนเลือกระหว่าง Goldenrod, Apple Blossom และ White Pine cone and Tassel และในที่สุดก็ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกใช้ White Pine cone and Tassel เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1895 แม้ว่า White Pine cone and Tassel จะไม่ใช่ดอกไม้ก็ตาม ต้นสนถือเป็นต้นไม้ประเภท gymnosperm คือ ไม่มีดอก แต่มีเมล็ดอยู่ในอวัยวะที่เรียกว่าโคน (cone) ต้นสนมีโคนตัวผู้และตัวเมีย โคนต้นสนตัวผู้มีขนาดเล็กและร่วงหล่นจากต้นไม้หลังจากผสมเกสร โคนต้นสนตัวเมียโตขึ้นหลังจากถูกผสมเกสรแล้วใช้เวลาหลายเดือนบางปีก็โตเต็มที่และร่วงหล่น ต้น White Pine (Pinus strobus) มีหลายชื่อเรียก เช่น Eastern White Pine, Northern White Pine, White Pine, หรือ Soft Pin ในสหราชอาณาจักรเรียกต้นสนชนิดนี้ว่า Weymouth Pine ต้นสน White Pine เป็นต้นสนพันธุ์ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้รัฐ Maine ยังมีชื่อเล่นของรัฐว่า The Pine Tree State การเลือก White Pine Cone and Tassel เป็นดอกไม้ประจำรัฐมีที่มาคล้ายกับรัฐ Illinois คือ ได้รับแรงบันดาลใจจาก “มาลัยดอกไม้ประจำชาติ ” ในงาน World’s Fair ที่ Chicago ในปี 1893
  • รัฐ Maryland ใช้ดอก Black-Eyed Susan (Rudbeckia hirta) ตั้งแต่ปี 1918 เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ดอก Black-Eyed Susan ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก เช่น Brown-Eyed Susan, Brown Betty, Gloriosa Daisy, Golden Jerusalem, English Bull’s Eye, Poor-Land Daisy, Yellow Daisy, หรือ Yellow Ox-Eye Daisy ดอก Black-Eyed Susan มีลักษณะคล้ายดอกเดซี่ที่มีกลีบสีเหลืองและตรงกลางเกสรสีน้ำตาลเข้ม เจริญเติบโตได้ดีในที่แห้ง ดอก Black-Eyed Susan มักจะบานในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม หัวดอกไม้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว รากของ Black-Eyed Susan มักนำไปใช้ในการรักษาโรคหวัด
  • รัฐ Massachusetts ใช้ดอก Mayflower (Epigaea repens) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1918 Mayflower มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Trailing Arbutus Mayflower เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมละเอียดอ่อน ดอกขะบานระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน Mayflower อยู่ในรายชื่อดอกไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์มาตั้งแต่ปี 1925 เพราะคนนิยมเก็บใบ Mayflower ไปทำพวงรีดกันมากเกินไป ดังนั้นในปี 1925 จึงมีการกำหนดไว้เป็นกฏหมายว่า บุคคลใดก็ตามที่เก็บส่วนใดส่วนหนึ่งของต้น Mayflower จะถูกปรับไม่เกิน 50 ดอลล่าร์สหรัฐ และถ้าบุคคลใดปลอมตัวหรือเก็บส่วนใดส่วนหนึ่งของ Mayflower ในเวลากลางคืน จะถูกปรับไม่เกิน 100 ดอลล่าร์สหรัฐ ( https://malegislature.gov/Laws/GeneralLaws/PartI/TitleI/Chapter2/Section7 ) Mayflowers ชอบขึ้นในดินทรายหรือดินที่มีก้อนหินผสมอยู่และชอบขึ้นใต้ต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ
  • รัฐ Michigan ใช้ดอก Apple ( Malus coronaria) blossom เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1897 รัฐ Michigan ถือเป็นรัฐที่ติดอันดับ 3 ในการผลิตแอปเปิ้ลในประเทศสหรัฐอเมริกา (https://pickyourown.org/USapplecrop.htm) อย่างไรก็ตาม กฎหมายของรัฐ Michigan ไม่ได้มีการระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้แอปเปิ้ลสายพันธุ์ใดเป็น State Flower Sweet Crabapple Tree หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Malus Coronaria หรือ Pyrus coronaria เป็นต้นไม้พื้นเมืองของรัฐ Michigan พบเห็นได้ทั่วไปทั้งรัฐ Michigan โดยเฉพาะตามสวนผลไม้รอบๆทะเลสาบ Michigan Sweet Crabapple Tree ออกดอกสีขาวและชมพูระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม และให้ผลในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น รัฐ Michigan จึงมีกใช้รูป Sweet Crabapple Tree เป็นดอกไม้ประจำรัฐ

และเลือกใช้ดอก Dwarf Lake Iris เป็น State Wild flower (Iris lacustris) ตั้งแต่ปี 1998 จากการลงคะแนนเสียงเลือกดอกไม้ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ White Trillium, Wild Lupine, Bloodroot, และ Hepatica ผลปรากฎว่า White Trillium ดอกไม้สีขาวที่พบได้ทั่วไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาได้คะแนนสูงกว่า Dwarf Lake Iris ที่เป็นดอกไม้ที่ขึ้นเฉพาะบริเวณ Great Lake และตามพรมแดนรัฐ Michigan แต่ด้วยการสนับสนุนของ Michigan Botanical Club, Michigan Nature Association, Michigan Natural Area Council, Michigan Environmental Council และ University of Michigan Herbarium, ผู้แทนรัฐ Liz Brater แห่ง Ann Arbor เสนอชื่อ Dwarf Lake Iris เป็น State Wild flower ของรัฐ Michigan แทน

  • รัฐ Minnesota ใช้ดอก Pink and White Lady’s Slipper (Cypripedium reginae) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1967 ดอก Pink and White Lady’s Slipper มีอีกหลายชื่อเรียก อาทิ เช่น Showy Lady’s Slipper, Pink-and-White Lady’s-Slipper, or The Queen’s Lady’s-Slipper, Fairy Queen, White Wing Moccasin, Royal Lady’s Slipper, Nervine, หรือ Silver-Slipper ตั้งแต่ปี 1925 รองเท้านารี หรือ Pink and White Lady’s Slipper ถือเป็นดอกไม้หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ จึงได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากรัฐ Minnesota ว่าใครขุด ถอนราก เก็บดอกรองเท้านารีนี้มีความผิดทางกฎหมาย ดอกกล้วยไม้ Pink and white Lady’s Slipper มักจะบานช่วงเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม ต้น Pink and white Lady’s Slipper มีอายุเฉลี่ยสูงสุด 50 ปี และมีความสูงเฉลี่ย 4 ฟุต ส่วนขนที่ใบอาจทำให้เกิดอาการผื่นคันได้
  • รัฐ Mississippi มีชื่อเล่นของรัฐว่า The Magnolia State เด็กๆนักเรียนได้ออกเสียงลงคะแนนเลือก Magnolia เป็นดอกไม้ประจำรัฐในปี 1900 โดยดอก Magnolia ได้รับคะแนนเสียงถึง 12,745 คะแนนมากกว่า Cotton Blossom ที่ได้รับคะแนนเสียงเพียง 4,171, Cape Jasmine ได้คะแนนเสียง 2,474 และดอกไม้ชนิดต่างๆอีก 42 ขนิด รวมทั้ง Yellow Jasmine ซึ่งได้คะแนนเพียง 3,878 คะแนน

และใช้ดอก Tickseed ( Coreopsis ) เป็น State Wild flower ตั้งแต่ปี 1991 Coreopsis มีมากกว่า 80 สายพันธุ์ ที่พบในรัฐ Mississippi มีหลายชนิด เช่น Coreopsis Lanceolata, Coreopsis Tinctoria (ดอกสีเหลือง เกสรตรงกลางเป็นสีน้ำตาล-แดง), Coreopsis Corey (ดอกสีเหลือง เกสรตรงกลางเป็นสีแดงมารูน), Coreopsis Tequila Sunrise (ดอกสีเหลือง เกสรตรงกลางเป็นสีแดง), Coreopsis Grandiflora (ดอกสีเหลือง เกสรตรงกลางสีเหลือง) เป็นต้น

  • รัฐ Missouri เลือกดอก Hawthorn (Crataegus) สีขาวเป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1923 รัฐ Missouri ได้ขื่อว่าเป็นบ้านเกิดของ Hawthorn 75 ชนิด Hawthorn มีหลายชื่อเรียก เช่น Quickthorn, Thornapple, May-tree, Whitethorn, หรือ Hawberry Hawthorn จะมีผลสีแดงลูกเล็กๆเอาไปใช้ทำแยมได้ หรือเป็นอาหารของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดเล็ก กฎหมายของรัฐ Missouri ไม่ได้กำหนดว่า จะใช้ Hawthorn พันธุ์อะไรเป็นดอกไม้ประจำรัฐ แต่ตามความเข้าใจของหน่วยงาน Department of Conservation ในรัฐ Missouri ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยสาธารณะ Hawthorn พันธุ์ที่ใช้เป็นสัญญลักษณ์ของรัฐ Missouri คือ Downy Hawthorn ( Crataegus mollis) ดอกจะบานระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ดอก Hawthorn ที่บานจะมีลักษณะคล้ายดอกแอปเปิ้ลบาน
  • รัฐ Montana เลือกดอก Bitterroot ( Lewisia rediviva) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1894 จากดอกไม้ทั้งหมด 37 ชนิด โดย Bitterroot ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 Evening Primrose มาเป็นที่ 2 และ Wild Rose เป็นลำดับ 3 ดอก Bitterroot จะบานระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนตามเชิงเขาทางภาคตะวันตกและทางใต้ของรัฐ Montana ตอนกลาง ชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงเผ่า Shoshone และเผ่า Flathead จะใช้รากของต้น Bitterrroot เป็นอาหารและเอาไปขาย รากของ Bitterroot จะถูกนำมาปรุงเป็นอาาหารโดยผสมกับผลเบอรี่หรือเนื้อสัตว์ ชาวอินเดียนแดงเผ่า Lemhi Shoshone เชื่อว่า แกนกลางสีแดงเล็กๆตรงส่วนบนของรากจะมีพลังพิเศษ โดยเฉพาะสามารถหยุดยั้งการโจมตีจากพวกหมีได้ และจากหนังสือของนักสำรวจ Lewis และ Clark ที่กล่าวถึงดอกไม้สีม่วงอมชมพูที่สวยงามของ Bitterroot ทำให้ทราบว่า เทือกเขา Bitterroot ที่แบ่งระหว่าง Idaho และ Montana, หุบเขา Bitterroot และแม่น้ำ Bitterroot ก็มีที่มาของชื่อจากดอกไม้ Bitterroot นี้
  • รัฐ Nebraska ใช้ดอก Goldenrod (Solidago gigantea) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1895 เหมือนรัฐ Kentucky และ South Carolina ในอดีตเวลากล่าวถึงดอก Goldenrod กฎหมายของรัฐ Nebraska จะหมายถึงดอก Solidago serotina แต่ในปัจจุบันหมายถึงดอก Giant Goldenrod ( Solidago gigantea) ดอก Goldenrod จะบานตั้งแต่กรกฎาคมถึงตุลาคม ดอก Goldenrod ยังเป็นตัวแทนความอดทนและบึกบึนของบรรพบุรุษผู้บุกเบิกชาว Nebraska
  • รัฐ Nevada ใช้ดอก Sagebrush (Artemisia tridentata) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ เมื่อปี 1917 ต้น Sagebrush มีหลายชื่อเรียก เช่น big sagebrush, Great Basin sagebrush, common Sagebrush, Blue Sagebrush หรือ Black Sagebrush ต้น Sagebrush เป็นต้นไม้สัเทาเงินแกมเขียว หยาบ แข็ง ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา และจะออกดอกในช่วงปลายฤดูร้อนหรือต้นฤดูใบไม้ร่วง ต้น Sagebrush ชอบขึ้นตามที่แฉะ ลำต้นจะสูงได้ถึง 12 ฟุต มีดอกสีขาวเหลือง และจะมีกลิ่นฉุนโดยเฉพาะตอนเปียกน้ำ ใบใช้ทำยา และเปลือกใช้ทอเสื่อ
  • รัฐ New Hampshire ในปี 1919 ท่ามกลางดอกไม้ 8 ชนิดที่มีให้เลือกเป็นดอกไม้ประจำรัฐ ได้แก่ Apple Blossom, Purple Aster, Wood Lily, Mayflower, Goldenrod, Wild Pasture Rose, Evening Primrose และ Buttercup รัฐ New Hampshire ตกลงเลือกใช้ดอก Purple lilac ( Syringa vulgaris) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ด้วยเหตุผลที่ว่า ดอก Purple Lilac เป็นสัญญลักษณ์ของบุคคลิกที่แข็งแกร่งของทั้งหญิงและชายแห่งรัฐ Granite State ซึ่งเป็นชื่อเล่นของรัฐ New Hampshire Lilac เป็นต้นไม้ที่มีมานานเป็นร้อยๆปี และมีมากกว่า 1,000 ชนิด มีทั้งสีม่วง สีขาวและสีชมพู ต้น Lilac เข้ามาในสหรัฐอเมริการาวทษวรรษ 1750 โดยนักประวัติศาสตร์ Leon Anderson ที่ได้จดบันทึกไว้ว่า มีผู้นำต้น Lilac จากประเทศอังกฤษเข้ามาปลูกที่บ้านผู้ว่าการรัฐ Benning Wentworth ที่เมือง Portsmouth ในปี 1750 ( https://www.proflowers.com/blog/new-hampshire-state-flower-the-purple-lilac) และยังมีเรื่องเล่ากันอีกด้วยว่า ทั้ง George Washington และ Thomas Jefferson ต่างก็ปลูก Lilac ไว้ในสวนที่บ้าน New York เป็นอีกรัฐหนึ่งที่นำเอา Lilac มาเป็น Official State Bush
  • รัฐ New Jersey ใช้ดอก Violet ( Viola sororia) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1971 ต้น Violet ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ ได้แก่ Common Blue Violet, Common Meadow Violet, Purple Violet, the Lesbian Flower,Woolly Blue Violet, Hooded Violet, หรือ Wood Violet Violet มีมากกว่า 400 ชนิด Violet ออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ดอก Violet นอกจากสวยงามแล้วยังใช้รับประทานได้ โดยการปรุงให้สุกหรืออบ กลีบของไวโอเล็ตใช้ประดับเค้กและใช้เป็นส่วนผสมในนเยลลี่และขนมหวาน บางคนโรยดอกไม้ Violet ลงในสลัด Violet ที่เป็นดอกไม้ประจำรัฐ New Jersey ถือเป็นแหล่งวิตามินซีตามธรรมชาติ
  • รัฐ New Mexico ใช้ดอก Yucca flower (Yucca) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1927 ดอก Yucca ได้รับการคัดเลือกจากนักเรียนในรัฐ New Mexico และได้รับการแนะนำจากสหพันธ์สโมสรสตรีแห่งรัฐ New Mexico ( the New Mexico Federation of Women’s Clubs) ไม่ได้มีการระบุไว้ว่า จะเลือก Yucca พันธฺุ์ใดเป็นดอกไม้ประจำรัฐ Yucca มีประมาณ 40-50 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และหมู่เกาะอินเดียตะวันตกที่ร้อนและแห้ง ปกติ Yucca เป็นไม้ประดับ แต่มีบางสายพันธุ์ที่ใช้ ผล เมล็ด และดอกรับประทานได้ ( https://en.wikipedia.org/wiki/Yucca) ผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกของรัฐ New Mexico เรียก Yucca ที่ขึ้นอยู่เต็มไปหมดบนทะเลทรายว่า“ Our Lord’s Candles ” รากของ Yucca glauca หรือ Soapweed Yucca ใช้ทำสบู่และแชมพูเช่นเดียวกับ Yucca Elata หรือ Soaptree Yucca Yucca มีระบบการผสมเกสรที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ คือ Yucca ผสมเรณูโดยตัว yucca moth ซึ่งถ่ายละอองเรณูจากเกสรของ Yucca ต้นหนึ่งไปยัง Yucca อีกต้นหนึ่ง และจะวางไข่ทิ้งไว้ในดอกไม้ ตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนจะกินเมล็ดที่ผสมแล้ว https://statesymbolsusa.org/symbol-official-item/new-mexico/state-flower/yucca
  • รัฐ New York ใช้ดอกกุหลาบ (Rose) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ตั้งแต่ปี 1955 ที่จริงเริ่มมีการโหวตเลือกดอกไม้กันตั้งแต่วันต้นไม้โลกในปี 1890 โดยเด็กนักเรียนในรัฐ New York พวกเขาได้โหวตให้ Goldenrod เป็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทนรัฐ New York มากเป็นลำดับ 1 ลำดับถัดๆไปได้แก่ Rose , Daisy , Violet, Pansy, Lily, Lily of the Valley, Trailing arbutus, Buttercup แต่เนื่องจากการโหวตไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริง ในปี 1891 ได้มีการโหวตใหม่อีกครั้งในวันต้นไม้ ในครั้งนี้ ดอกกุหลายได้รับคะแนนสูงสุดมากกว่า Goldenrod อย่างไรก็ตาม รัฐ New York ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างชัดเจนที่จะเลือกดอกไม้ประจำรัฐ จนกระที่งวันที่ 20 เมษายน 1955 ดอกกุหลาบก็ได้รับการรับรองว่าเป็นดอกไม้ประจำรัฐ และไม่ได้ระบุว่า จะต้องเป็นดอกกุหลาบสีอะไร
  • รัฐ North Carolina ใช้ Flowering Dogwood (Cornus florida) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1941 ต้น Dogwood เป็นต้นไม้ที่พบได้ทั่วไปตามเทือกเขาถึงชายฝั่งของรัฐ North Carolina เรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกดอกไม้ประจำรัฐ North Carolina เริ่มจากการที่นิตยสาร National Geographic ระบุว่า ดอก Daisy เป็นดอกไม้ประจำรัฐ North Carolina ในเดือนเมษายนปี 1917 หลังจากนั้นเดือนกรกฏาคมปี 1936 นิตยสาร Flower Grower Magazine ระบุให้ดอก Oxeye Daisy เป็นดอกไม้ประจำรัฐ North Carolina แต่ก็ยังได้รับเสียงสนับสนุนไม่พอ ดอก Goldenrod ที่หาได้ง่ายก็พ่ายแพ้ไปเช่นกัน เหตุผลเหมือนกับดอก Oxeye Daisy คือ มันมีอยู่มากมายทั่วทั้งรัฐ และเสียงสนับสนุนจาก Flower Grower Magazine ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ดอก Goldenrod หรือ ดอก Oxeye Daisy เป็น State Flower ได้ เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของต้น Dogwood ที่มีอยู่ทั่วทั้งรัฐ North Carolina ทำให้ในที่สุด Dogwood ก็ได้รับการอนุมัติเป็นดอกไม้อย่างเป็นทางการของรัฐ North Carolina ความจริงอย่างหนึ่งของ Dogwood ที่ควรทราบคือ Dogwood ไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็นใบประดับที่รองรับช่อดอก (Bract) ใบประดับรองรับข่อดอกนี้ใช้ล่อแมลงให้มาผสมเกสรดอกไม้ที่แท้จริงของต้น Dogwood ดอกสีเหลืองขนาดเล็กเหล่านี้จะตั้งอยู่เป็นกระจุกที่อยู่ตรงกลางของกิ่ง หลังจากที่ใบประดับ (Bract) เหี่ยวร่วงไป และไข่ที่ถูกผสมกลายเป็นผลไม้เล็ก ๆ ในฤดูใบไม้ร่วงผลไม้สีแดงของ Dogwood จะเป็นที่ชื่นชอบของพวกนกที่ชอบกินมล็ด Dogwood

และใช้ดอก Carolina Lily ( Lilium michauxii) เป็น State Wild flower ตั้งแต่ปี 2003 ดอก Carolina Lily มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Turk’s cap lily สามารถพบเห็น Carolinal Lily ได้ทั่วทั้งรัฐ North Carolina จากป่าและเขาใน Cherokee County ไปถึงทุ่งหญ้าที่มีน้ำท่วมแถวชายฝั่งใน Hyde County และ Pamlico County ลำต้นของดอก Carolina Lily สามารถสูงได้ถึง 4 ฟุต และสามารถมีดอกได้ถึง 6 ดอกที่ยอด กลีบดอกมีสีส้มแดงสดมีจุดสีน้ำตาลและขดกลับทับกัน Carolina Lily ออกดอกมากระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม และสามารถบานนานไปถึงเดือนตุลาคมได้

  • รัฐ North Dakota ใช้ดอก Wild Prairie Rose ( Rosa Blanda หรือ Rosa Arkansana) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1907 เหมือนรัฐ Iowa พบเห็นดอก Wild Prairie Rose ได้ตามริมถนน ทุ่งหญ้าและทุ่งหญ้าพื้นเมืองทุ่งหญ้าป่า ในรัฐ North Dakota ดอกกุหลาบชนิดนี้มี 5 กลีบ และมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่ตรงกลาง มีทั้งหมด 4 สี แดง ขาว ชมพู เหลือง และมีกลิ่นหอม
  • รัฐ Ohio ใช้ดอก Scarlet Carnation (Dianthus caryophyllus) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1904 ดอก Scarlet Carnation บางครั้งเรียกกันว่า Carnation หรือ Clove Pink ดอกคาร์เนชั่นสีแดงได้รับเลือกให้เป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดี William Mckinley (ชาวโอไฮโอ) ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อปี 1901 มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงแรกของการหาเสียงในสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ฝ่ายตรงข้ามของ McKinley ให้ดอกคาร์เนชั่นสีแดงเพื่อสวมใส่ในรังดุมของ Mckinley Mckinley ชนะการเลือกตั้ง Mckinley จึงถือว่าคาร์เนชันสีแดงเป็นเสน่ห์แห่งโชคลาภ Mckinley จึงสวมใส่มันตลอดแคมเปญต่อมา เขาสวมดอกคาร์เนชั่นเมื่อเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1896 ประธานาธิบดี Mckinley ชอบสวมคาร์เนชั่นสีแดงบนปกเสื้อแจ๊คเก็ตของเขา https://www.mentalfloss.com/article/63826/time-william-mckinley-gave-away-his-lucky-flower-and-then-died ดอก Carnation สีแดงเป็นดอก Carnation ที่มีกลิ่นหอม และจสกการที่ประะานาธิบดี Mckinley ติดดอก Carnation เป็นสัญญลักษณ์ของความโชคดีแล้ว ยังเป็นตัวแทนของความรักและความเคารพ สัญลักษณ์นี้ยังคงยึดถือว่า คือความจริงของดอกไม้สีแดงทุกวันนี้ https://www.proflowers.com/blog/ohio-state-flower-the-scarlet-carnation

และใช้ดอก Large White Trillium (Trillium grandiflorum) เป็น State Wild flower ตั้งแต่ปี 1987 ดอก Trillium มีหลายชื่อเรียก เช่น White Trillium, Large-Flowered Trillium, Great White Trillium, White Wake-Robin ในปี 1982 มีการประชุมดอกไม้ป่าประจำปีครั้งแรก ( First Annual Wild flower Symposium) ที่เมือง Kirkland ในรัฐ Ohio ผู้แทนจากรัฐ Ohio 9 คน ได้จัดตั้ง สมาคมพืชพื้นเมืองแห่งโอไฮโอตะวันออกเฉียงเหนือ ( the Native Plant Society of Northeastern Ohio) เป้าหมายแรกและเป็นเป้าหมายหนึ่งของการก่อตั้งสมาคมนี้คือ การค้นหาดอกไม้ที่เป็นไม้พื้นเมืองท้องถิ่นของรัฐ Ohio เป็นดอกไม้ประจำรัฐอย่างเป็นทางการ การตีความเกี่ยวกับดอกไม้ประจำรัฐของพวกเขาอาจจะแตกต่างจากกลุ่มที่เลือกเอาดอก Carnation สีแดง มาเป็นดอกไม้ประจำรัฐในปี 1904 ความพยายามที่จะนำเอาดอก White Trillium มาแทนที่ดอก Carnation สีแดงล้มเหลวในการโหวตลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1983 และแล้วในที่สุดปลายปี 1985 2528 ผู้แทนรัฐ Ohio ชื่อ Bob Clark และเป็นสมาชิกของ the House Natural Resources Committeeสนับสนุนร่างกฎหมายที่กำหนดให้ White Trillium เป็นดอกไม้ป่าประจำรัฐ ( The State Wildflower) ขณะที่ดอก Scarlet Carnation ยังคงเป็นดอกไม้ประจำรัฐอย่างเป็นทางการ https://www.netstate.com/states/symb/wildflowers/oh_large_white_trillium.htm

  • รัฐ Oklahoma ใช้ดอก Oklahoma rose เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 2004 ดอกกุหลาบ Tea Rose ลูกผสมพันธุ์ Oklahoma เกิดขึ้นโดยการพัฒนาของ Herbert C. Swim and O.L. Weeks ที่ Oklahoma State University ดอก Oklahoma Rose จะมีสีแดงเข้มจนเกือบเป็นสีดำเมื่ออยู่ในที่มีอากาศอุ่นมาก กุหลาบพันธุ์นี้มีกลิ่นหอมมาก กุหลาบเป็นดอกไม้ประจำชาติของสหรัฐอเมริกาและอีกหลายรัฐ ได้แก่ New York, Georgia, Iowa, North Dakota กลีบกุหลาบและผลกุหลาบใช้ทำยากันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และผลกุหลาบมักจะเป็นอาหารของนกและสัตว์อื่นๆในฤดูหนาว

ส่วนดอก Mistletoe (Phoradendron serotinum) เป็นสัญญลักษณ์ของตราเครื่องหมายดอกไม้ ( Floral Emblem) ประจำรัฐ Oklahoma เมื่อทศวรรษ 1890 ตอนนั้น Oklahoma ยังไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐ แต่ Oklahoma ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นรัฐ และพยายามหาดอกไม้ที่จะเป็นสัญญลักษณ์เครื่องหมายของรัฐ Oklahoma อยากจะเลือกดอก Passionflower เป็นตราเครื่องหมายของรัฐ แต่ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่า Arkansas ได้เลือกไปแล้ว จึงหันไปสนใจพืชอีกชนิดหนึ่งที่คนในรัฐให้ความนิยมมาก นั่นก็คือดอก Mistletoe ดอก Mistletoe ใช้ประดับหลุมศพของบรรดาผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานใน Oklahoma ยุคแรกๆ ชาว Oklahoma เชื่อกันว่า สีเขียวตลอดกาลของ Mistletoe แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หมายถึงความเพียรพยายามของผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกของ Oklahoma ดังจะเห็นได้จาก สีเขียวของใบและสีขาวของลูกเบอรี่ของ Mistletoe ยังเป็นสีทางการของรัฐ Oklahoma ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมากเกี่ยวกับตราสัญญลักษณ์ดอกไม้ของ Oklahoma ที่จะใข้ Mistletoe Mistletoe ไม่มีคุณสมบัติที่ควรจะเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของรัฐ ไม่ใช่ดอกไม้ที่สวยงาม ไม่มีมูลค่าทางการค้า Mistletoe เป็นพืชกาฝาก Mistletoe สามารถอยู่รอดได้โดยติดกับกิ่งของต้นไม้เจ้าบ้านและพุ่มไม้ Mistletoe ดูดซับน้ำและสารอาหารจากพืชเจ้าบ้าน กิ่งก้านของต้นไม้เจ้าบ้านที่แท้จริงอาจทำให้แคระแกร็นและตายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อ Oklahoma ได้รับการลงมติให้เป็นรัฐได้ในปี 190 สภานิติบัญญัติแห่งรัฐ Oklahoma ได้อนุมัติให้ Mistletoe (Phoradendron serotinum) เป็นตราสัญลักษณ์ดอกไม้ (Floral Emblem) อย่างเป็นทางการของรัฐ Oklahoma ในปี 1910 https://www.netstate.com/states/symb/floral_emblems/ok_mistletoe.htm

และiรัฐ Oklahoma ยังใช้ดอก Indian Blanket (Gaillardia pulchella) เป็น State Wild flower ตั้งแต่ปี 1986 ดอก Indian Blanket เป็นดอกไม้ป่าทุ่งหญ้าที่มีสีสันโดดเด่น ทนต่ออากาศร้อนและแห้งแล้งมากของรัฐ Oklahoma ได้เป็นอย่างดี Indian Blanket มีอีกชื่อเรียกคือ Firewheel Indian Blanket ยังเป็นสัญญลักษณ์ของทัศนียภาพที่สวยงามและมรดกพื้นเมืองอเมริกันของรัฐ Oklahoma Dr. Doyle McCoy นักพฤกษศาสตร์ พร้อมด้วยวุฒิสมาชิก Floyd และผู้แทนรัฐ Enoch Kelly Haney ได้เสนอให้ Indian Blanket เป็นดอกไม้ป่าประจำรัฐ Oklahoma ในปี 1986

  • รัฐ Oregon เลือก Oregon grape (Mahonia aquifolium หรือ Berberis aquifolium) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1899 เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับองุ่นจริงๆ ผู้แต่งหนังสือบางคนจึงใช้ชื่อเรียกกันว่า Oregon Grape-Holly หรือ Oregon Holly-Grape บางครั้ง Oregon Grape หรือ Mahonia ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก ได้แก่ Holly-Leaved Barberry,Mountain Grape, Oregon Grape Holly, Oregon Barberry, Blue Barberry, Creeping Barberry, Holly Barberry, holly Mahonia, Mahonia, Mahonia aquifolium, Mahonie, Scraperoot, Trailing Mahonia, Uva de Oregon, Vigne de l’Oregon and Water-Holly ( https://www.verywellhealth.com/oregon-grape-benefits-4590368) มักพบขึ้นตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและกระจายไปทางภาคตะวันออกของแนวน้ำตก Oregon Grape มีดอกสีเหลืองในต้นฤดูร้อน และกลายเป็นผลเบอร์รี่สีน้ำเงินเข้มที่สุกในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ผลไม้ทานได้แต่ขม มีเมล็ดขนาดใหญ่ นำไปใช้ในการปรุงอาหาร โดยทำเป็นเจลลี่ได้ เปลือกด้านในของลำต้นและรากขนาดใหญ่ของ Oregon Grape สามารถนำมาทำสีย้อมสีเหลืองได้ ราก Oregon Grape ยังใช้เป็นยาได้อีกด้วย
  • รัฐ Pennsylvania มีดำริเรื่องจะเลือกดอกไม้อะไรเป็นดอกไม้ประจำรัฐ จนกระทั่งปี 1927 กลุ่มสนับสนุนที่จะให้มีดอกไม้ประจำรัฐเริ่มต้นที่ Pennsylvania State College ได้สนับสนุนให้สมัชชาใหญ่แห่งรัฐเพนซิลเวเนีย (the Pennsylvania General Assembly) ใช้ Tulip Tree ( Liriodendron tulipifera L.) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ Tulip Tree ( Liriodendron tulipifera L.) เป็นต้นไม้ที่มีขึ้นทั่วรัฐ Pennsylvania และจะบานช่วงหลังเดือนพฤษภาคม หลังจากการประขุม Legislation ปราฏว่ารัฐ Pennsylnia ยังไม่มีการเลือกดอกไม้ประจำรัฐ ที่เมือง Harrisburg แต่อย่างใด ต่อมาในปี 1931 ได้มีการเคลื่อนไหวเรื่องการใช้ต้น Eastern Hemlock (Tsunga canadensis L.) เป็นดอกไม้ประจำรัฐ แต่ที่ประชุมผู้แทนรัฐก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า จะเลือกดอกไม้อะไร เพราะมีผู้สนับสนุนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเลือกดอกสายน้ำผึ้ง (Honeysuckle) อีกกลุ่มเลือก Mountain Laurel ผู้ว่าการรัฐในเวลานั้นคือ Gifford Pinchot เป็นคนแรกที่เป็นทั้งนักการเมืองและเรียนจบด้านป่าไม้จาก Yale University เคยทำงานเป็นหัวหน้าป่าไม้ Gifford มีความรู้ด้านดอกไม้ดี จึงลงนามเลือกดอก Mountain Laurel เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1933 Mountain Laurel มีหลายชื่อเรียก อาทิ เช่น Ivybush, Calico Bush, ลอเรลแกะ, Lambkill, Clamoun และ Spoonwood ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเคยทำช้อนจากไม้ Mountain Laurel Mountain Laurel เป็นดอกไม้สีขาวและสีชมพูรูปดาว มีกลิ่นหอมดึงดูดผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมในยุคต้น ๆ มีบันทึกครั้งแรกเรื่อง Mountain Laurel ในอเมริกาตั้งแต่ปี 1624

และใช้ดอก Penngift Crownvetch ( Securigera varia) เป็น State Wild flower ในปี 1982 รัฐ Pennsylvania เป็นรัฐเดียวที่นำดอกไม้ที่มีความสวยงาม และเป็นดอกไม้ที่มีการอนุรักษ์มาเป็นดอกไม้ประจำรัฐ ดอก Penngift Crownvetch มีหลายชื่อเรียก ได้แก่ Crownvetch, Purple Crown Vetch มีการค้นพบดอก Penngift Crownvetch เป็นครั้งแรกในปี 1935 Penngift Crownvetch เป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับการทำปศุสัตว์ ช่วยควบคุมการกัดเซาะ และเป็นการให้อาหารไนโตรเจนแก่ดิน กรมการขนส่งของรัฐเพนซิลวาเนียได้ปลูกมันตามถนนทั่วทั้งรัฐ Pennsylvania ดอก Penngift Crownvetch จะบานระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน มีทั้งสีขาวและสีขาวอมชมพู Penngift Crownvetch เป็นไม้ยืนต้นที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่หนาวและแห้งแล้ง ใช้เป็นพืชหลักในการควบคุมการกัดเซาะทั้งอาคารและดิน และใช้เป็นพืชคลุมดิน นอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่มีประโยชน์ในด้านการตกแต่งแนวชายฝั่งและเนินเขาสูงที่ดูชันให้ดูสวยงาม อย่างไรก็ตาม Penngift Crownvetch มีสารไนโตรกลีโอไซด์ (Nitroglycosides) ซึ่งถ้าม้าและสัตว์เคี้ยวเอื้องบางชนิดกินมากเดินไปจะเป็นพิษ ที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตช้า เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ แต่สารประกอบอะลิฟาติกไนโตร (Aliphatic nitro) ใน Penngift Crownvetch กลับถูกย่อยสลายได้ในการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทวัว แพะ และแกะ ( https://en.wikipedia.org/wiki/Securigera_varia)

  • รัฐ Rhode Island ใช้ดอก Violet ( Viola) เป็นดอกไม้ประจำรัฐในปี 1968 รัฐ Rhode Island เป็นรัฐสุดท้ายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประกาศให้ดอก Violet เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ทั้งๆที่เด็กนักเรียนร่วมกันลงคะแนนเสียงตั้งแต่ปี 1897 นอกจากรัฐ Rhode Island ที่เลือกดอก Violet เป็นดอกไม้ประจำรัฐแล้วยังมีอีก 2 รัฐที่เลือกดอก Violet เป็นดอกไม้ประจำรัฐ คือ รัฐ Illinois และรัฐ New Jersey

รัฐ South Carolina ใช้ดอก Yellow Jasmine ( Gelsemium sempervirens) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่วันที่ 14 เดือนมีนาคม ค.ศ. 1924 ดอก Yellow Jasmine มีอีกหลายชื่อเรียก ได้แก่ Jasmine Carolina, Trumpet Vine, Evening Trumpet Flower, นอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย สามารถพบดอก Yellow Jasmine ได้ทั่วทั้งรัฐ South Carolina ความหมายของดอก Yellow Jasmine คือ ความบริสุทธิ์ของทองคำ ความจงรักภักดี และความรักชาติ

และผู้ว่าการรัฐ Mark Sanford ได้ลงนามให้ใช้ดอก Goldenrod เป็น State Wild flower ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 โดยดอก Goldenrod สามารถเอาชนะดอก Queen Anne’s Lace ที่มีคะแนนโหวตมากกว่า ที่ดอก Queen Anne’s Lace ไม่ได้รับเลือกเป็นดอกไม้ประจำรัฐ เพราะไม่ใช่ดอกไม้ท้องถิ่นของรัฐ South Carolina

  • รัฐ South Dakota เลือกดอก Pasque Flower ( Pulsatilla hirsutissima) หรือดอก American Pasque เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1903 ดอก American Pasque ในภาษาอินเดียนแดงเผ่า Lakota คือ ดอก Hosi Cekpa ซึ่งแปลว่า สะดือเด็ก อย่างไรก็ตาม ดอก American Pasque ยังมีอีกหลายชื่อเรียก ได้แก่ May Day, Prairie Crocus, Wind Flower, Easter Flower, Meadow Anemone, Lavender Pasque, ฺBlue Anemone, Hartshorne Plant, Gosling Plant, American Pulstilla, Blue Tulip, Wild Crocus, Prairie Smoke, Sand Flower, Rock Lily, Headache Plant, Coventry Bells ดอก American Pasque ถือเป็นหนึ่งในดอกไม้ชุดแรกที่ออกดอกบานในฤดูใบไม้ผลิ และมีบ่อยครั้งที่บานก่อนหิมะในฤดูหนาวจะละลาย ดอก American Pasque ยังใช้เป็นยาของชนพื้นเมืองอเมริกันมานานหลายศตวรรษ
  • รัฐ Tennessee มีประวัติความเป็นมาเรื่องการเลือกดอกไม้ประจำรัฐหลายครั้ง เริ่มจากนักเรียนในโรงเรียนรัฐ Tennessee เลือกใช้ดอก Passion หรือ Purple Passion (Passiflora incarnata) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1919 พอปี 1933 วุฒิสภาลงมติร่วมกันให้ใช้ดอก Iris เป็นดอกไม้ประจำรัฐ Tennessee ต่อมาในปี 1973 มีการเปลี่ยนแปลงให้ดอก Iris เป็นดอกไม้ที่ปลูกกันในรัฐ หรือ State Cultivated Flower และให้ดอก Passion เป็น State Wildflower แทน และในปี 2012 มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งโดยให้ดอก Tennessee Coneflower หรือมีชื่อเรียกเป็นทางการคือ Tennessee Echinacea (Echinacea tennesseensis) เป็น State Wild flower ดอกที่ 2 เพื่อความเข้าใจอาจศึกษาเพิ่มในตารางที่เว็บไซต์ https://www.netstate.com/states/symb/flowers/tn_flowers.htm#2012 ทำไว้

ดอก Passion หรือ Purple Passion ( Passiflora incarnata)

ดอก Iris ( genus Iridaceae) ฝ่ายนิติบัญญัติขิงรัฐ Tennessee ไม่ได้กำหนดว่าดอก Iris จะต้องเป็นสีอะไรแต่ดอก Iris สีม่วงก็เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นดอกไม้ที่ปลูกกันมาก ( State Cultivated Flower) ในรัฐ Tennessee

ดอก Tennessee Echinacea (Echinacea tennesseensis) หรือ Tennessee Coneflower หรือ Tennessee Purple Coneflower เป็น State Wild Flower ดอก Tennessee Coneflower จะบานช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน บ้างก็บานตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ดอก Tennessee Coneflower จะมีสีชมพูอมม่วง กลีบดอกเรียวยาว ชอบแสงแดด พบเห็นต้น Tennessee Coneflower ได้ในบริเวณที่มีหินปูนและที่โล่งที่มีต้นสนซีดาร์ขึ้นในตอนกลางของรัฐ Tennessee Coneflower มีขึ้นมากที่เมือง Nashville ในรัฐ Tennessee Tennessee Coneflower เป็นหนึ่งในบรรดาพืชที่อยู่ในรายชื่อว่าใกล้สูญพันธุ์ แต่ด้วยความพยายามของการอนุรักษ์ดอกไม้ป่าหายาก ทำให้ Tennessee Coneflower ได้รับการฟื้นฟูและถูกลบชื่อออกไปจากรายการที่ใกล้สูญพันธุ์ได้ในปี 2011 เมล็ดพันธุ์ของดอก Tennessee Coneflower มีวางจำหน่ายทั่วไป

  • รัฐ Texas ใช้ดอก Bluebonnet (Lupinus subcarnosus) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1901 , 1971 กลีบดอก Bluebonnet มีรูปร่างเหมือนหมวกที่ใช้กันแดดของพวกผู้หญิงรุ่นแรกที่อพยพเข้ามาอยู่ในรัฐ Texas Lupinus มีหลากหลายสายพันธุ์ และจะเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่เป็นทราย ตามเนินเขาแถวชายฝั่งทะเลและทางใต้ของรัฐ Texas Lupinus texensis เป็น Lupinus ที่พบมากในภาคกลางของรัฐ Texas ลักษณะดอกจะเป็นดอกสีน้ำเงินเข้มหนาดอกใหญ่ บานในฤดูใบไม้ผลิ
  • รัฐ Utah ใช้ดอก Sego lily (Calochortus nuttallii) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1911 ดอก Sego Lily บางครั้งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Mariposa Lily ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงนำหัว Sego Lily มาคั่ว ต้ม หรือทำเป็นโจ๊กกิน ดอก Sego Lily มีทั้งสีขาว สีม่วง สีเหลือง มักบานในช่วงต้นฤดูร้อน Sego Lily ขึ้นได้ดีตามทุ่งหญ้าที่เปิดโล่งและตามทุ่ง Sage ในที่ราบ Great Basin ของรัฐ Utah ระหว่างช่วงปี 1840 ถึงปี 1851เกิดภัยพิบัติกับต้น Sego Lily คือรากที่อ่อนนุ่มและโป่งพองของดอก Sego Lily ถูกจิ้งหรีดกัดกินทำลายเกือบหมด สามารถพบเห็น Sego Lily ได้ที่รัฐ Idaho, Montana, Wyoming, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Nevada, Utah, Colorado, Arizona, และ New Mexico
  • รัฐ Vermont ใช้ดอก Red clover ( Trifolium pratense) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1894 โดยดอก Red cover ชนะด้วยคะแนนเด็ดขาดเหนือดอก Daisy ที่ตามมาลำดับ 2 Buttercup ลำดับ 3 และดอกไม้อื่นๆที่เหลือ ได้แก่ Trailing Arbutus, the Posy และ Mayflower
  • รัฐ Virginia ใช้ดอก American Dogwood (Cornus florida) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1956 Dogwood เป็นต้นไม้ผลัดไบที่มีขนาดเล็ก ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิเป็นสีขาวอมเขียว บางครั้งก็จะมีสีชมพูหรือสีเหลือง เมื่อดอกโรยจะกลายเป็นลูกเบอร์รี่สีแดงในฤดูใบไม้ร่วง และใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มก่อนที่ลูกเบอรี่จะตกลงมาในฤดูหนาว คำว่า dogwood มาจากคำว่า “dagwood” มีการนำไม้เนื้อแข็ง Dogwood มาทำ ‘dags’ หรือ daggers หรือ กริช ไม้ Dogwood ยังนำมาทำกระสวยทอผ้า ลูกศร ด้ามจับเครื่องมือ และสิ่งของขนาดเล็กอื่น ๆ ที่ต้องใช้ไม้ที่แข็ง และ ที่คั้นผลไม้ ต้น Dogwood บางครั้งก็เรียกว่า Hound’s Tree ลูกเบอรี่ของต้น Dogwood เรียกว่า Dogberries หรือ Houndberries

รัฐ Washington ใช้ดอก Coast Rhododendron ( Rhododendron macrophyllum) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1959 ดอก Coast Rhododendron มีอีกหลายชื่อเรียกได้แก่ Pacific Rhododendron, California Rosebay, California Rhododendron, Coast Rhododendron หรือ Big Leaf Rhododendron ต้น Rhododendron มีใบเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี เป็นไม้ท้องถิ่นพบได้ทางถาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ Coast Rhododendron มีอยู่ตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทอดยาวไปจนถึงเทือกเขา Cascade ในรัฐ Oregon, Washington และ British Columbia Coast Rhododendron ไม่ค่อยได้รับความนิยมที่จะใช้ตกแต่งภูมิทัศน์เท่ากับ Rhododendron สายพันธุ์อื่น ๆซึ่งเจริญเติบโตได้ง่ายกว่าและมีลักษณะที่น่าพึงพอใจมากกว่า กล่าวคือ ลักษณะดอกของ Coast Rhododendron จะดูขยุกขยิก ไม่สวยเท่า Rhododendron พันธุ์อื่นๆ

  • รัฐ West Virginia ใช้ดอก Rhododendron ( Rhododendron maximum) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1903 โดยได้รับคะแนนโหวตสูงกว่า Honeysuckle และ Wild Rose ต้น Rhododendron มีหลายชื่อเรียก เช่น Great Laurel, Great Rhododendron, Rosebay Rhododendron, American Rhododendron และ Big Rhododendron เป็นไม้ท้องถิ่นแถบเทือกเขา Appalachian ทางฝั่งตะวันออกตั้งแต่รัฐ Alabama ยาวขึ้นไปทางเหนือถึงรัฐ Nova Scotia ในประเทศแคนาดา Rhododendron เป็นไม้พุ่ม มีดอกสีม่วง สีชมพู และสีขาว ดอกจะบานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ

รัฐ Wisconsin ใช้ดอก Wood viole (Viola sororia) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1909 ดอก Wood Viole มีหลายชื่อเรียก ได้แก่ Common Meadow Violet, Purple Violet, the Lesbian Flower, Woolly Blue Violet, Hooded Violet และ Wood Violet รัฐ Illinois, รัฐNew Jersey และรัฐ Rhode Island เป็นอัก 3 รัฐ ที่ใช้ดอก Common Wood Violet เป็นดอกไม้ประจำรัฐ ในปี 1908 จากแรงบันดาลใจของผู้กำกับการรัฐ Wisconsin (Wisconsin’s Superintendent of Public Instruction) Mr. C.P. Cary รู้สึกเป็นกังวลว่ารัฐ Wisconsin ยังไม่มีดอกไม้ประจำรัฐอย่างเป็นทางการ จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็น 2 ระดับคือ ให้เด็กนักเรียนลงคะแนนเสียงในวัน Arbor day เพื่อเลือกดอกไม้ขึ้นมาเป็นตัวเลือกสุดท้ายจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ได้ดอกไม้มา 4 ชนิด คือ Trailing Arbutus, the Violet, the White Water Lily และthe Wild Rose และในวัน Arbor Day ปี 1909 ให้เลือกดอกไม้ที่จะได้รับคะแนนสูงสุดเป็นดอกไม้ประจำรัฐ ดอก Violet สีม่วงได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากปี 1908 เป็น 2 เท่า ชนะดอกไม้อีก 3 ชนิดที่เหลืออย่างเด็ดขาด

รัฐ Wyoming ใช้ดอก Indian Paintbrush ( Castilleja linariifolia) เป็นดอกไม้ประจำรัฐตั้งแต่ปี 1917 ดอก Indian Paintbrush มีหลายชื่อเรียกได้แก่ Wyoming Indian Paintbrush, Prairie Fire, Narrow-Leaved Indian Paintbrush, Desert Paintbrush, Wyoming Desert Paintbrush, Wyoming Paintbrush และ Linaria-Leaved Indian Paintbrush Indian Paintbrush เป็นไม้ยืนต้นมีประมาณ 200 ชนิด Indian Paintbrush มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาจากรัฐ Alaska ลงไปทางใต้สู่เทือกเขา Andes ( Indian Paintbrush มีอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือด้วย) Indian Paintbrush ที่เป็นดอกไม้ประจำรัฐ Wyoming เป็นพันธุ์ Castilleja linariifolia ชอบขึ้นบนเนินหินและทนต่อพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง อยู่ร่วมกับพืชประเภท Sagebrush Scrub, Pinyon Pine และ Juniper Woodland พบเห็นได้ในรัฐ Arizona, รัฐ California, รัฐ Colorado, รัฐ Idaho, รัฐ Montana, รัฐ New Mexico, รัฐ Nevada, รัฐ Oregon, รัฐ Utah และรัฐ Wyoming ในปี 1916 รัฐ Wyoming ยังไม่มีดอกไม้ประจำรัฐ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย University of Wyoming ชื่อ Dr. Grace Raymond Hebard สนับสนุนดอก Indian Paintbrush ในขณะที่อาจารย์อีกท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัย University of Wyoming และเป็นหนึ่งในนักพฤกษศาสตร์ชั้นนำของประเทศชื่อ Dr. Aven Nelson สนับสนุนดอก Columbine ดร. Hebard ได้ล็อบบี้ศาสตราจารย์หลายคณะ เช่น รัฐศาสตร์, วิศวกรโยธา, นักประวัติศาสตร์, นักเขียน, ทนายความหญิงคนแรกของ Wyoming บรรณารักษ์มหาวิทยาลัย, หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง ฯลฯ ดร. Hebard ว่าจ้างศิลปินนิวยอร์กให้วาดภาพดอกไม้ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติ ในที่สุดวันที่ 31 มกราคม 1917 Indian Paintbrush (Castilleja linariaefolia) ก้ได้รับเลือกเป็นดอกไม้ประจำรัฐ Wyoming อย่างเป็นทางการ

ที่มา :

  • https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_U.S._state_and_territory_flowers
  • https://statesymbolsusa.org/symbol/alabama/state-flower/camellia
  • https://www.netstate.com/states/tables/st_flowers.htm
  • https://www.pickupflowers.com/flower-guide/arizona-state-flowers
  • https://www.flowershopping.com/StateFlowers/

Copyright © 2010-2020 GoVisaEdu All rights reserved.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *